วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รู้ไว้ก่อนซื้อหุ้น

รู้ก่อนซื้อหุ้น 
             การซื้อ-ขายหุ้นในประเทศไทยมีมาตั้งแต่ปี 2518 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 40 ปีมาแล้ว ซึ่งมีนักลงทุนที่ได้รับบาดเจ็บจากการลงทุนเจียนตาย เนื่องจากเกิดวิกฤตการเงิน แต่ก็มีนักลงทุนอีกไม่น้อยที่เป็นมหาเศรษฐีจากการซื้อ-ขายหุ้น ดังนั้น การลงทุนในหุ้นถึงแม้จะมีความเสี่ยงสูง แต่ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงเช่นกัน จึงเป็นการลงทุนที่แม้แต่วัยรุ่นที่ยังไม่เริ่มทำงานก็สนใจ ตลอดจนผู้ที่เกษียณแล้วก็ยังสามารถเลือกลงทุนได้ สำหรับบทความฉบับนี้ เหมาะกับผู้ที่ตัดสินใจเริ่มต้นลงทุนในหุ้น ว่ามีข้อควรรู้อะไรบ้าง
บริษัทหลักทรัพย์ (Broker)
            ก่อนทำการซื้อขายอันดับแรกต้องติดต่อกับบริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ (Broker) โดยต้องดูให้ดีว่าบริษัทนั้นมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์หรือไม่ มีความน่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ทั้งในตัวบริษัทและเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการหรือไม่ เช่น ฐานะทางการเงินของบริษัท ระบบการบริหารงาน ข้อมูลและเครื่องมือช่วยตัดสินใจลงทุน และการให้บริการแก่ลูกค้า เพราะโบรกเกอร์ไม่ใช่แค่คนกลางในการซื้อขายหุ้นให้กับเรา แต่จะต้องรับผิดชอบตั้งแต่การเปิดบัญชี จนถึงการชำระราคาและส่งมอบหุ้น โดยคิดค่าบริการจากผู้ลงทุนเป็นค่าธรรมเนียม นอกจากนี้ยังมีบริการหลังการซื้อขาย โดยดูแลเรื่องเงินปันผล การวิเคราะห์ให้ข่าวสารหุ้นเพื่อประกอบการตัดสินใจ รวมถึงการจองซื้อหุ้นที่ออกใหม่ด้วย เมื่อเลือกโบรกเกอร์ได้แล้ว จากนั้นก็ถึงขั้นตอนการเปิดบัญชี ซึ่งโดยทั่วไปจะมี 3ประเภทด้วยกัน ได้แก่
1. บัญชีเงินสด (Cash Account) เหมาะกับผู้ที่ต้องการหมุนเวียนเงิน ซึ่งต้องฝากเงินหรือฝากหุ้นเข้ามาเพื่อวางหลักประกันก่อนทำการซื้อขายหุ้นเป็นจำนวน 15% ของวงเงินซื้อขายหุ้นที่ได้รับอนุมัติ โดยบริษัทจะทำการหัก (ฝาก) ค่าซื้อ (ขาย) หุ้นทั้งจำนวนจากบัญชีของเราผ่านบริการตัดบัญชีอัตโนมัติของธนาคารพาณิชย์ (ATS) ในวันทำการที่ 3 (T+3) นับจากวันที่มีรายการซื้อขายหุ้น
2. บัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance) เหมาะกับผู้ที่มีงบลงทุนจำกัด (Statement ต่ำกว่า Cash Account) ซึ่งต้องฝากเงินสด 100% ของจำนวนเงินที่ต้องการซื้อหุ้นเพื่อวางหลักประกันเข้ามายังบริษัท จึงจะสามารถทำการซื้อขายหุ้นได้ โดยวงเงินในการซื้อขายหุ้นจะเท่ากับเงินสดที่ฝากเข้ามาเป็นหลักประกัน และการชำระค่าซื้อหุ้น (ค่าขายหุ้น) จะถูกหัก (ฝาก) จากยอดเงินประกันที่เราฝากเข้ามาในวันทำการที่ 3 นับจากวันที่มีรายการซื้อขาย
3.บัญชีเครดิต บาลานซ์ (Credit Balance) เหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มอำนาจการซื้อหลักทรัพย์โดยการกู้เงินเพื่อใช้ในการซื้อหลักทรัพย์สูงสุด 1 เท่า ของมูลค่าหลักประกันที่นำมาวาง แต่ไม่เกินกว่าวงเงินที่ได้รับการอนุมัติจากบริษัท
หากเป็นมือใหม่เริ่มลงทุน แนะนำให้เลือกประเภทที่ 1 – 2 ซึ่งเป็นการใช้เงินลงทุนของตนเอง ไม่ต้องกู้ยืมเงินเพื่อลงทุน ซึ่งจะต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างการกู้ยืมด้วย
เวลาซื้อขาย
ใน 1 วันทำการ ตลาดหลักทรัพย์กำหนดช่วงเวลาสำหรับการซื้อขายออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเช้า10.00 -12.30 น. และช่วงบ่าย 14.30 – 16.30 น.
นอกจากนี้นักลงทุนยังสามารถส่งราคาซื้อขายได้อีก 4 ช่วงเวลา คือ ช่วงแรก Pre opening Iตั้งแต่เวลา 9.30 – 10.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ให้สมาชิกส่งคำสั่งซื้อขาย เพื่อเลือกหาเวลาเปิดในช่วง9.55 – 10.00 น. เพื่อให้ระบบนำคำสั่งซื้อขายทั้งหมดมาเรียงลำดับและคำนวณหาราคาเปิดสำหรับการซื้อขายในช่วงเช้าของแต่ละหุ้น
ช่วงที่สอง Pre opening II ตั้งแต่เวลา 14.00 – 14.30 น. เป็นช่วงเวลาที่ให้สมาชิกส่งคำสั่งซื้อขาย เพื่อเลือกหาเวลาเปิดในช่วง 14.25 – 14.30 น. เพื่อให้ระบบนำคำสั่งซื้อขายทั้งหมดมาเรียงลำดับและคำนวณหาราคาเปิดสำหรับการซื้อขายในช่วงบ่ายของแต่ละหุ้น
ช่วงที่สาม Auction ตั้งแต่เวลา 16.30 – 16.40 น. เป็นช่วงเวลาที่ให้สมาชิกส่งคำสั่งซื้อขายเพื่อให้ระบบการซื้อขายนำคำสั่งซื้อขายทั้งหมดมาเรียงลำดับและคำนวณหาราคาปิดของแต่ละหุ้น โดยยังไม่มีการจับคู่ซื้อขาย จนระบบได้สุ่มเลือกเวลาเพื่อเลือกหาเวลาปิดในช่วง 16.35 – 16.40 น.
ช่วงที่สี่ Off-hour Trading และ Market Runoff Period ตั้งแต่เวลา 16.40 – 17.00 น. เป็นช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์ปิดรับคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ทั่วไป แต่อนุญาตให้สมาชิกดำเนินการซื้อขาย ยกเลิก ด้วยวิธี Trade Report เท่านั้น (ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงซื้อขายกันแล้วจึงบันทึกรายการเข้ามาในระบบTrade Report)
สุดท้าย Market Close ตลาดหลักทรัพย์ปิดทำการซื้อขาย เวลา 17.00 น.
ซื้อขายขั้นต่ำกี่หุ้น
การเสนอซื้อเสนอขายหุ้น จะต้องมีการเสนอซื้อหรือเสนอขายอย่างน้อย 1 Board Lot หรือเท่ากับ 100หุ้น แต่หากราคาปิดของหุ้นนั้นตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไปเป็นระยะเวลา 6 เดือนติดต่อกัน 1 Board Lot จะเท่ากับ 50 หุ้น เพื่อให้นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นได้ง่ายขึ้น  หากต้องการซื้อเศษหุ้น Odd Lot (1 หุ้นถึง99 หุ้น) จะต้องซื้อขายบนกระดานหน่วยย่อยที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดไว้ให้
ช่วงราคา
การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะมีการเสนอซื้อเสนอขายแต่ละครั้งเป็นไปตามช่วงราคา (Spread) โดยขึ้นอยู่กับระดับราคาของหุ้นดังนี้
ระดับราคา                                   ช่วงราคา (เริ่มใช้ตั้งแต่ 30 มีนาคม 2552 เป็นต้นไป)
ต่ำกว่า 2 บาท                                                      0.01 บาท
ตั้งแต่ 2 บาท แต่ต่ำกว่า 5 บาท                                0.02 บาท
ตั้งแต่ 5 บาท แต่ต่ำกว่า 10 บาท                              0.05 บาท
ตั้งแต่ 10 บาท แต่ต่ำกว่า 25 บาท                             0.10 บาท
ตั้งแต่ 25 บาท แต่ต่ำกว่า 100 บาท                           0.25 บาท
ตั้งแต่ 100 บาท แต่ต่ำกว่า 200 บาท                         0.50 บาท
ตั้งแต่ 200 บาท แต่ต่ำกว่า 400 บาท                         1.00 บาท
ตั้งแต่ 400 บาทขึ้นไป                                            2.00 บาท
การขึ้นเครื่องหมาย ที่ควรทราบ
XD (Excluding Dividend) หมายถึงผู้ซื้อหุ้นในช่วงที่ขึ้นเครื่องหมาย XD จะหมดสิทธิได้รับเงินปันผล  ดังนั้นถ้าเห็นหุ้นตัวไหนขึ้น XD แล้วเรายังไม่ได้ซื้อ ก็แปลว่าเราอดได้รับเงินปันผลที่จะจ่ายในช่วงนั้น หากเราอยากได้รับเงินปันผลก็ต้องซื้อหุ้นก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD
XR (Excluding Right)  หมายถึงผู้ซื้อหุ้นในช่วงที่ขึ้นเครื่องหมาย XR จะไม่มีสิทธิจองซื้อหุ้นออกใหม่
XM (Excluding Meeting)  หมายถึงผู้ซื้อหุ้นในช่วงที่ขึ้นเครื่องหมาย XM จะไม่มีสิทธิเข้าประชุมผู้ถือหุ้น
XA (Excluding All) หมายถึง ผู้ที่ซื้อหุ้นในช่วงที่ขึ้นเครื่องหมาย XA จะไม่ได้รับสิทธิใดๆ ที่บริษัทประกาศ

Bid Offer คืออะไร และอักษรย่ออื่นๆ มีความหมายอย่างไรบ้าง
Bid คือราคาเสนอซื้อ ส่วน Offer คือราคาเสนอขาย เมื่อจะซื้อ-ขายหุ้น หน้าจอจะมีราคา Bid และOffer รวมทั้งอักษรย่ออื่นๆ ดังตัวอย่าง
Symbol             Last     Vol       Bid       Offer    Vol       Chg     
KBANK               185       54,400  184.50  185.00  75,400  -0.50
                                    28,000  184.00  185.50  48,200
                                    26,200  183.50  186.00  80,700
                                    77,100  183.00  186.50              98,100
                                    37,200  182.50  187.00  97,300
Symbol  หมายถึง ชื่อย่อของหุ้น
Last      หมายถึง ราคาล่าสุด หรือราคาตลาดของหุ้นตัวนั้น ณ ขณะนั้น
Vol        หมายถึง ปริมาณหุ้นที่มีการเสนอซื้อเข้ามา
Bid        หมายถึง ราคาที่เสนอซื้อเข้ามาสูงสุด ณ ขณะนั้น
Offer     หมายถึง ราคาที่เสนอขายเข้ามาต่ำสุด           ณ ขณะนั้น
Vol        หมายถึง ปริมาณหุ้นที่มีการเสนอขาย
ซึ่งหุ้นในแต่ละบรรทัดมีสีที่แตกต่างกัน โดยมีความหมายดังนี้
สีเหลือง = ราคาตลาดในขณะนั้นเท่ากับราคาปิดของวันก่อนหน้า
สีแดง = ราคาตลาดในขณะนั้นต่ำกว่าราคาปิดของวันก่อนหน้า
สีเขียว = ราคาตลาดในขณะนั้นสูงกว่าราคาปิดของวันก่อนหน้า
Prev C              High     Low      Avg      Ceil       Floor
185.00              185.00  184.00  184.46  240.00  129.50
Prev C   =          ราคาปิดครั้งที่ผ่านมา
High      =          ราคาสูงสุดของวันในขณะนั้น
Low      =          ราคาต่ำสุดของวันในขณะนั้น
Avg       =          ราคาเฉลี่ยของวันในขณะนั้น
Ceil       =          ระดับราคาที่สามารถขึ้นสูงสุดของวันนั้น (กำหนดให้ไม่เกิน 30% จากราคาปิดของวันก่อนหน้า)
Floor     =          ระดับราคาที่สามารถลงต่ำสุดของวันนั้น (กำหนดให้ไม่ต่ำกว่า 30% จากราคาปิดของวันก่อนหน้า)
ซื้ออย่างไรจึงจะได้ของ
จากตัวอย่างด้านบน จะเห็นว่าในฝั่ง Bid มีคนตั้งเสนอซื้อที่ราคา 184.50 บาท จำนวน 54,400 หุ้น ราคาถัดไปที่เสนอซื้อคือ 184.00 บาท จำนวน 28,000 หุ้น และมีการเสนอราคาต่ำลงลดหลั่นลงไป ในส่วนของฝั่ง Offer มีคนเสนอขายอยู่ที่ราคา 185.00 บาท จำนวน 75,400 หุ้น และที่ราคา 185.50 บาท จำนวน 48,200 หุ้น และราคาสูงขึ้นเรียงกันไป
หากเราต้องการซื้อหุ้น KBANK 1,000 หุ้น ในทันทีเพื่อให้ได้หุ้นเข้ามาในพอร์ต เราต้องส่งคำสั่งซื้อที่ราคา 185.00 บาท เพราะมีคนพร้อมขายที่ราคานี้อยู่แล้ว และเมื่อเราซื้อเสร็จ Vol ก็จะลดลงจาก75,400 เหลือ 74,400 หุ้น (1,000 หุ้น ได้เข้ามาอยู่ในพอร์ตเราเรียบร้อยแล้ว)
แต่ถ้าหากเราคีย์ซื้อที่ราคา 184.50 บาท Order ของเราจะไปต่อคิวฝั่งเสนอซื้อ (Bid) โดย Vol เสนอซื้อที่ราคา 184.50 บาท จะเพิ่มขึ้น 1,000 หุ้น จาก 54,400 จะเป็น 55,400 หุ้น โดยเราต้องรอคิวจนกว่าหุ้นจำนวน 54,400 หุ้น ที่อยู่ก่อนหน้าเราถูกขายไปเรียบร้อยก่อนแล้วจึงจะถึงคิวของเรา
ขายอย่างไรให้ได้เงิน
หากเราต้องการขายหุ้นที่มีอยู่ในทันที เราจะต้องส่งคำสั่งขายที่ราคา 184.50 บาท จำนวน 1,000 หุ้น เพราะมีคนรอซื้ออยู่แล้วที่ราคานี้ แต่ถ้าเราคีย์ขายที่ 185 บาท เราก็ต้องไปต่อคิวในฝั่ง Offer เป็นคิวหุ้นที่ 76,400 ต้องรอให้ 75,400 หุ้นที่อยู่ก่อนหน้าเราขายได้ก่อนจึงจะถึงคิวของเรา
ส่วนราคาตลาดล่าสุดจะขึ้นอยู่กับว่าตลาดเป็นของฝั่งผู้เสนอซื้อหรือผู้เสนอขาย ซึ่งถ้ามีคนยอมคีย์ซื้อที่ราคาเสนอขาย (Offer) 185.00 บาท ราคากลางหรือราคาตลาดก็จะเป็น 185.00 บาท แต่ถ้ามีคนส่งคำสั่งเสนอขายที่ราคาเสนอซื้อ (Bid) 184.50 บาท (ตลาดก็จะเป็นของฝั่งผู้ซื้อ เพราะคนขายยอมขายตามราคาซึ่งจะทำให้ราคาตลาดเท่ากับ 184.50 บาท
นอกจากนี้ ก่อนการซื้อหุ้น ควรศึกษาหุ้นให้ดีก่อนการลงทุน อย่าได้ซื้อเพราะอารมณ์หรือซื้อตามเพื่อน ควรพิจารณาทั้งมูลค่าพื้นฐาน ราคาตลาด ประเภทธุรกิจ ปัจจัยสนับสนุน รวมถึงภาวะเศรษฐกิจและทิศทางตลาดก่อนลงทุนค่ะ


โดย อรพรรณ บัวประชุม, CFPฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล  ธนาคารกสิกรไทย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น