วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ลดทุน/ลดพาร์ แตก พาร์ คืออะไร

A. จุดประสงค์การลดทุน(ไม่ลดจำนวนหุ้น)ทำเพื่อล้างหรือลดขาดทุนสะสมจะกระทบรายการบัญชีใ​นส่วนผู้ถือหุ้น (Equity) ในงบดุล เป็นการปรับตัวเลขบัญชีให้ตรงกับความเป็นจริง (ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับงบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด) บัญชีที่เกี่ยวข้องมีดังนี้

ทุนจดทะเบียน - หุ้นสามัญ 
ทุนที่ออกและชำระแล้ว - หุ้นสามัญ 
ส่วนเกินทุน (ขายหุ้นสูงกว่าราคาพาร์) 
ส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้น (ขายหุ้นต่ำกว่าราคาพาร์)
กำไรสะสม - ยังไม่ได้จัดสรร 
รวมส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ 

B. ตัวอย่าง ในปี 2546 บริษัท xyz ได้จดทะเบียนเงินทุน 10,000.00 บาท โดยออกหุ้น 1,000 หุ้นๆละ 10.00 บาท ขายหุ้นหมดได้รับเงินมาเรียบร้อย ระหว่างดำเนินงานของปีมีกำไร 1,000.00 บาท สิ้นปีงบดุลย์แสดง 
(๑) เงินทุน 10,000.00 บาท 
(๒) กำไรสะสม 1,000.00 บาท 
(๓) สัดส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 11,000.00 บาท หรือ มูลค่าทางบัญชี 11.00 บาทต่อหุ้น 

B.1 ในปี 2547 กิจการขาดทุน 2,000.00 บาท สิ้นปีงบดุลย์แสดง 
(๔)เงินทุน 10,000.00 บาท 
(๕) กำไรสะสมปีที่แล้วกลับมาเป็น ขาดทุนสะสม -1,000.00 บาท 
(๖) สัดส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 9,000.00 บาทลดลง หรือ มูลค่าทางบัญชี 9.00 บาทต่อหุ้น นั้นหมายถึงว่าเงินที่ลงไป 10.00 บาท เหลือ 9.00 บาท 

B.2 ในปีต่อๆมา กิจการขาดทุนเพิ่มอีก 7,000.00 บาท งบดุลย์แสดง 
(๗)เงินทุน 10,000.00 บาท 
(๘) ขาดทุนสะสม -8,000.00 บาท เพิ่มขึ้น 
(๙) สัดส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 2,000.00 บาทลดลง หรือ มูลค่าทางบัญชี 2.00 บาทต่อหุ้น นั้นหมายถึงว่าเงินที่ลงไป 10.00 บาท เหลือ 2.00 บาท 

B.3 บรัษัทต้องการล้างหรือลดขาดทุนสะสมเพือสะส้างปรับบัญชีให้ตรงความเป็นจริง ในเมื่อทุนที่ลงไป 10.00 บาทหายไปแทบหมดเหลือเพียง 2.00 บาท บริษัทขอลดทุนจดทะเบียนเป็น 2,000 บาท พาร์ 2.00 บาทโดยไม่ลดจำนวนหุ้น 1,000 หุ้น งบดุลย์แสดง 
(๑๐) เงินทุน 2,000.00 บาท 
(๑๑) ส่วนเกินขายหุ้นสูงกว่าพาร์ 8,00.00 บาท 
(๑๒) ขาดทุนสะสม -8,000.00 บาท 
(๑๓) สัดส่วนผู้ถือหุ้น 2,000.00 บาทเท่ากับทุนจดทะเบียน หรือ มูลค่าทางบัญชี 2.00 บาทต่อหุ้น เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ 
(๑๔) บริษัทสามารถขออนุมัติจาก กลต หรือ ตลท แล้วแต่กรณี นำ ข้อ (๑๑) มาล้างขาดทุนสะสมในข้อ (๑๒) หมดไปได้จะทำให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลได้ 

C. บริษัทสามารถขอแตกพาร์จาก 2.00 บาท เป็น 1.00 บาท โดยขอเปลี่ยนทุนจดทะเบียนส่วนราคาพาร์และจำนวนหุ้นเพิ่มเป็น 2,000 หุ้น จำนวนเงินไม่เปลียนแปลง 2,000 บาทที่เหลืออยู่

D. หลังจากปรับตัวเลขตรงความเป็นจริง บริษัทสามารถหาผู้มาร่วมทุน บริษัทขอจดทะเบียนเพิ่มทุนเป็น 10,000 บาท ราคาพาร์ 1.00 บาท จำนวนหุ้น 10,000 หุ้น หุ้นที่เพิ่มขึ้น 8,000 หุ้น (จาก ข้อ C) นำออกขายที่ราคาเท่าไร(ส่วนใหญ่ไม่ต่ำกว่าราคาพาร์)ก็แล้วแต่ผู้บริหาร เงินที่ได้มาก็จะเพิ่มกระแสเงินสด 

E. ลดทุน แตกพาร์ เพิ่มทุน บริษัทจะเลือกวิธีหนึ่งวิธีใด หรือสองใด หรือทั้งสามวิธีพร้อมๆกัน เช่น nwr ได้ทำมาแล้วเมื่อเร็วๆนี้ที่ผ่านมา 

F. ลดหรือล้างขาดทุนสะสมได้ดังนี้ (๑) ลดทุนจดทะเบียน (๒) เพิ่มทุนขายหุ้นใหม่เกินราคาพาร์ สามารถขออนุมัติเอาส่วนเกินมูลค่าราคาพาร์มาลดหรือล้างขาดทุนสะสม แต่ว่าถ้ามี "ส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้น (ขายหุ้นต่ำกว่าราคาพาร์ในอดีต)" ต้องนำส่วนเกินไปล้างให้หมดก่อนส่วนเหลือนำมาล้างขาดทุนสะสม (๓) กำไรจากผลประกอบการ (๔) กู้เงินมามันก็เป็นเงินคนอื่นไม่ใช่เงินของบริษัทจะนำไปลดหรือล้างขาดทุนสะสมไม่ได้ ย้ำ ไม่ได้


ลดทุน/ลดพาร์ = บริษัทที่ค้าขายขาดทุนนั่นแหละ

แตกพาร์ = บริษัทที่ต้องการเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นของตัวเอง 

แตกพาร์ มักจะเป็นกระบวนการตรงกันข้ามกับ ลดพาร์ครับ ลดพาร์เพราะกิจการขาดทุนต้องลดค่าพาร์ให้เหมาะสมค่าค่าทางบัญชี ไม่งั้นไม่มีใครเข้าร่วมหุ้นเพิ่มด้วยส่วนแตกพาร์เพราะราคาหุ้นทางบัญชีเพิ่มสูงมากจ​นไม่มีใครอยากซื้อขาย จึงแตกพาร์ หรือแบ่งหุ้นออกเป็น หลายๆส่วนเท่าๆกัน เช่น 10 ส่วน ก็ทำให้ราคาหุ้นที่เคยพุ่งสูงสัก 300 บาท ลดลงมาเป็นแค่ 30 บาท เมื่อมองเทียบกับหุ้นตัวอื่นๆ ก็ดูไม่แพง น่าซื้อเหมือนเดิม แต่ถ้าหากมองค่า p/e แล้ว ก็ลดลงตามส่วนที่แบ่งพาร์ออกไปเช่นกันครับ (ที่จริงก็เป็นการแบ่งหุ้น หรือเพิ่มจำนวนหุ้น แต่เวลาเรียก ดันไปผูกกับค่าหุ้นแรกเริ่มเข้าตลาดหลักทรัพย์ คือ ค่าพาร์ ที่นิยม 10บาท/ หุ้น พอแตกหุ้นเป็น หลายๆส่วน ค่าพาร์ก็ลดตามจำนวนส่วนที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง และนั่นก็มีผลต่อค่าทางบัญชีไปด้วย เพราะจำนวนหุ้นที่นำมาหารค่าทุน มันเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนราคาหุ้นในตลาดก็ขึ้นอยู่กับ ความพอใจของของผู้ซื้อขายกันครับ แต่ทางปฏิบัติเมื่อมีการแตกพาร์ ก็จะมีการแจ้งจากบริษัทไปยังผู้ถือหุ้นว่ามีการแตกพาร์แล้วเท่าใด ทำให้ราคาหุ้นเดิมลดลงและจำนวนหุ้นที่แต่ละคนถือก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ราคาซื้อขายก็เลยลดลงไปตามส่วนครับ)
อ้อ..ลืมบอกไปว่า ทำไมราคาหุ้นทางบัญชีเพิ่มขึ้นเพราะบริษัทมีกำไรครับ เลยทำให้มูลค่าสินทรัพย์หรือทุนเพิ่มขึ้น อีกนัยหนึ่งก็คือไม่เอากำไรไปจ่ายปันผลให้หมด บางส่วน(ส่วนใหญ่)ก็นำกลับมาเก็บไว้เป็นทุนครับ เลยทำให้มูลค่าหุ้นทางบัญชีเพิ่มขึ้นครับ


ที่มองๆ ขำขำ ว่าหุ้นมันจะเริ่มแตกแพร์ "ตอนนี้ เริ่มๆแล้วนะ" ...ยกตัวอย่าง PTT ราคา 400 ที่ PAR 10 บาท ..ถ้าแตกเหลือ PAR 1 บาท ก็เหลือแค่ 40 บาทต่อหุ้น (แต่นี่ยกตัวอย่าง เพราะหุ้นใหญ่ๆ เขาไม่ค่อยชอบแตกพาร์ ยกเว้นราคามันแพงไปจริงๆ ถึงต้องแตก..ไม่งั้นจะเป็นแบบหุ้นของ Berkshire บริษัทของ ป๋า Warren Buffett แต่ละหุ้นราคาเท่าบ้าน!!)

ข้อดีของการแตกพาร์ คือ "หุ้นเล็กลง จำนวนเพิ่มขึ้น ... คนก็มักจะเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะรายย่อย -- ดู BANPU ซิ ตอนนี้ 700 กว่า ถ้าแตกพาร์ ก็เหลือ 70 บาท ..คุณว่ารายย่อยจะกระโดดมาซื้อไหม -- ฮึม!! ถูกมาก" ...นี่แหละผมถึงบอกว่า ดูราคาหุ้นถูกแพงต้งดูที่ P/E , P/BV , เงินปันผล และถ้าชำเลืองดู PAR ด้วยก็จะดี

สิ่งที่เกิดในช่วง Asian Miracle ครั้งที่แล้ว ก็คือ การแตกพาร์ครั้งใหญ่ของตลาดหุ้น จาก PAR 100 มาเป็น PAR 10 บาท (ส่วนใหญ่ แต่บางบริษัทก็แตกย่อยกว่านั้น ...นั่นแหละเตรียม นักปั่นจักรยานเข้ามา โซโลกันนัวล่ะ พี่ครับ จ๊าก!!) .... มาเที่ยวนี้ Asian Miracle 2 ที่กำลังก่อตัวอยู่ในขณะนี้ ก็น่าจะเป็น Trend สำหรับแตกพาร์ จาก 10 บาท ไปเป็น 1 บาท ... (ไม่ต้องแปลกใจหรอกครับ ในที่สุดก็ต้องทำ เพราะ รายย่อยไม่รู้เรื่องนึกว่าหุ้น อย่าง PTT โอ้แพงๆ แล้วคุณแบบ 3 บาท อู้ถูก !! -- นี่แหละสาเหตที่เขาต้องแตกพาร์ !!)

ก็ลุ้นกันต่อไป ..แต่บริษัทเล็กๆ ก็คงแตกก่อน ... "ใครแตกก็แสดงว่า เขาต้องการให้เกิดสภาพคล่องในหุ้น เล็กลงคนจะได้ Trade มากขึ้น ..เมื่อคนเทรดมากขึ้น --อ่าฮ้า!! Demand มาก ราคาหุ้นก็.... ใช่ไหมครับ!!" (ไม่มีใครทำอะไรโดยไม่มีเหตุผลหรอก)

ตอนนี้ในตลาดก็จะเริ่มจากหุ้นพวกที่อยากให้คล่องๆ แตกพาร์ก่อน ... จากนั้นก็จะมีหุ้นกากๆ ที่ผมมองว่า ยังไงเจ้าของต้องเอาขึ้นแน่รอบนี้ แต่เราไม่รู้ว่า เมื่อไหร่ หรือตัวไหน (ต้องเสี่ยงเอง..ฮ่า ฮ่า) .... ส่วนหุ้นใหญ่ๆ ของแตกพาร์ แต่คงจะไปแตกแถวตลาดใกล้ๆ Peak นุ่นน่ะ มันจะได้เป็น Bubble และก็ หมุนเวียนไป เช่นนี้เป็น Cycle เป็นรอบ เป็นวัฎจักร

"สัจธรรมของความรวย ... หมุนไปเป็นรอบๆ ไปถูกทางก็รวย แค่นั้นเองครับ" ....



http://forums.naiwaen.com/thread-976.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น